Close

24 เมษายน 2016

“อ้วน-ไม่อ้วน” ใช้อะไรวัด?

ทางการแพทย์เขามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ 3 วิธี ดังนี้ค่ะ

  1. ดูจากดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย หรือบอดีแมสอินเดกซ์ (Body Mass Index) ที่นิยมเรียกกันอย่างย่อๆว่า บีเอ็มไอ(BMI) นั้น ก็คือตัวเลขที่ได้มาจากการเอาน้ำหนักตัวที่ชั่งเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงที่วัดเป็นเมตรยกกำลังสอง

ปกติค่าบีเอ็มไอของคนเราควรอยู่ที่ประมาณ 20-24.9 ถ้าต่ำกว่า 20 แสดงว่าน้ำหนักยังน้อยเกินไป แต่ถ้าอยยู่ระหว่าง 25-29.9 ก็จะถือว่าน้ำหนักเกินกว่าปกติ และจะกลายเป็นคนอ้วนทันที  ถ้ามันเกิน 30 หรือมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสูง 165 เซนติเมตร และหนัก 60 กิโลกรัม ค่าบีเอ็มไอของคุณก็จะเท่ากับ 22ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคุณไม่ได้อ้วนเลย แม้คุณจะรู้สึกว่า น้ำหนักของตัวเองจะเยอะไปหน่อยก็เถอะค่ะ

2. ดูจากอัตราส่วนระหว่างเอวต่อสะโพก

โดยการเอารอบเอวที่วัดได้เป็นตัวตั้ง แล้วเอารอบสะโพกเป็นตัวหาร ถ้าผลลัพธ์ออกมาน้อยกว่า 0.80 ก็ไม่อ้วน แต่ถ้าอยู่ระหว่าง 0.8-0.82 มันก็ยังก้ำกึ่งอยู่ต้องมากกว่า 0.82 นั่นแหล่ะค่ะ ถึงจะใช่

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเอว 30 นิ้ว และสะโพก 36 นิ้ว แบบนี้แสดงว่าเริ่มอ้วนแล้วคะ เพราะอัตราส่วนระหว่างเอวต่อสะโพก (Waist-Hip Ratio) ของคุณนั้น มันเท่ากับ 0.83

3. ดูจากเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย

วิธีนี้น่าเชื่อถือกว่าสองวิธีแรกค่ะ แต่มันจะต้องใช้ชาร์ต อย่างที่เห็นอยู่นี้ โดยให้คุณลากเส้นตรงจากจุดที่เป็นน้ำหนักตัวของคุณ (ซึ่งชั่งเป็นปอนด์ อ้อ 1 กิโลกรัม เท่ากับ 2.2 ปอนด์ นะคะ)บนแกนที่อยู่ทางด้านซ้าย ผ่านจุดที่เป็นรอบเอวของคุณ (ซึ่งวัดเป็นนิ้ว) บนแกนกลางไปตัดแกนที่อยู่ด้านขวาที่จุดใดจุดหนึ่งซึ่งจุดนั้นนั่นแหล่ะก็คือเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage) ของคุณ ว่าแต่มันจะต้องไม่เกิน 25 นะคะถึงไม่อ้วน